|
หวัดมรณะ
" ซาร์ส "
ขณะนี้
" หวัดมรณะ " กำลังระบาดหนักทางเอเซีย ต้นกำเหนิดที่จีน และพบผู้ป่วยเสียชีวิตไปหลายรายแล้ว
โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง
หรือโรคซาร์ส
(Severe Acute Respiratory Syndrome : SARS ) ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยทั่วโลกไปมากกว่า
692 ราย ป่วยกว่า ๅ 1,700
คนนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า
โรคซาร์สนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ " โคโรน่าไวรัส
" ที่เป็นตัวการก่อไข้หวัดอย่างไรก็ดี
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งชี้ว่า
" โรคซาร์ส " เกิดจากไวรัส 2 ชนิด
1.เป็นไวรัสในกลุ่ม
" โคโรน่าไวรัส (Corona Virus) " ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดา
2.
เป็นไวรัสในกลุ่ม " พาราไมโซไวรัส " ( Paramyxo Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัด
คางทูม และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้นเหตุของโรคยังซับซ้อน
และยังอธิบายได้ไม่ชัดเจน
สำหรับต้นกำเนิดองโรคนั้น องค์การอนามัยโลกระบุว่า พบเชื้อที่เมืองกวางตุ้งของจีนก่อนข้ามไปยังเกาะฮ่องกง
ซึ่งเป็นที่
ที่เหยื่อรายแรกได้ติดเชื้อ ก่อนเดินทางกลับไปเวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา
และหลังจากนั้นก็แพร่ระบาดไปทั่วโลก
ชนิดของเชื้อไวรัสนี้
น่าจะมีต้นกำเนิดจากสัตว์มากกว่าคน และไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในคน
แต่เป็นเชื้อไวรัสพวกเดีย
กับที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวมและโรคทางเดินทางหายใจเพราะติดเชื้อ ซึ่งแม้แต่เชื้อแบคทีเรียบางชนิด
ก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
ได้เช่นกัน และยังไม่พบหลักฐานอันใด ที่บ่งชี้ว่าเป็นอาวุธชีวภาพ
อาการของผู้ติดโรค..
จะมีอาการไข้ขึ้นสูง 38-40 องศา เซลเซียส ไอแหบแห้ง หายใจขัดเป็นช่วงสั้นๆ
เมื่อนำตัวผู้ป่วยไปเอ็กเรย์
จะพบความผิดปรกติของปอด
ซึ่งดูคล้ายเป็นปอดบวม ส่วนอาการรองๆ ลงมาทีทำให้พิจารณาตัดสินได้ว่า
เป็นซาร์สหรือไม่
ได้แก่ อาการปวดศรีษะ หนาวสั่น กล้ามเนื้อตึง เบื่ออาหาร มึนงงและท้องร่วง
แต่อาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้นหลังจากการฝังตัวของเชื้อแล้ว 2-7 วัน
และ
3-5 วัน ส่วนใหญ่ ก่อนผู้ป่วยจะรู้สึกตัวเหมือนมีอาการไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทางแพทย์ยังไม่มีและไม่รู้ว่าจะมีตัวยา
เฉพาะสำหรรับการรักษาผู้ป่วยหรือไม่
นอกจากการใช้
"ริบาไวริน" ที่เป็นยาแอนตี้ไวรัส ควบคู่กับยาเสตียรอยด์ไปพลางๆ และสามารถรักษาให้หายได้
ถ้าผู้ป่วยได้รับยาตั้งแต่ระยะต้นๆ ของการติดเชื้อ
การแพร่ระบาดของโรคซาร์ส..
โดยผ่านละอองน้ำลายผู้ติดเชื้อที่ไอหรือจาม ประชิดตัวในระยะที่ไม่เกิน
3 เมตร โดยที่เชื้อไวรัสซาร์สยังสามารถลอยตัว
อยู่ในอากาศนอกตัวคนไข้
ได้นานราว 3-6 ชั่วโมง และเกาะติดอยู่กับข้าวของ เครื่องใช้ในบริเวณ
ซึ่งหากมีใครสัมผัสในระยะเวลาดังกล่าว แล้วใช้บริเวณ
ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ป้ายเข้าที่ตา
จมูกหรือปาก ก็อาจติดเชื้อไวรัสร้ายนี้ได้ และมีระยะการฟักตัวสั้น 2-7
วัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 3-5 วัน
การแพร่ระบาดของโรคนี้จะช้ากว่าโรคไข้หวัดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคสามารถอยู่ในอณูอากาศ ในเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่วินาที
การไกล้ชิดและสัมผัสผู้ป่วย
โดยเฉพาะของเหลว
เช่นน้ำลาย น้ำมูก ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล รวมทั้งญาติผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้เกิดการแพร่ระบาดมากที่สุด
วิธีป้องกัน..
มีดังนี้... 1. แยกผู้ป่วยในห้องต่างหาก ที่มีการควบคุมระบบถ่ายเทอากาศและฆ่าเชื้อโรคอย่างดี
2. แพทย์ พยาบาล และญาติผู้ป่วยต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ที่มีประสิทธิภาพ
เช่นหน้ากากป้องกันการติดเชื้อ แว่นตา ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมศรีษะ และถุงมือ
3.
หากไม่จำเป็นควรงดเดินทางไปประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่เสี่ยง
4. คนที่เดินทางกลับจากประเทศที่จัดในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรรีบอาบน้ำ
ทำความสะอาดร่างกาย
และกักตัวเอง ไม่พบปะกับใคร ห่างจากคนใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน
5.
เมื่อพบว่ามีอาการไม่แน่ใจว่าจะติดเชื้อ หรือไม่ ควรอยู่ห่างจากคนใกล้ชิดไม่ต่ำกว่า
5 เมตร
แล้วไปพบแพทย์ทันที
6.
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล โรงแรม พนักงานสายการบินระหว่างประเทศ ตลอดจนแม่บ้านของชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดของโรค
ดังกล่าว
เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นกัน หากไม่แน่ใจ
ควรสวมหน้ากากป้องกันการติดเชื้อ
|
|
ภัยในลิฟในมาบุญครอง
เหตุการณ์ก็เกิดกับเราเอง
เมื่อวานนี้ เลยอยากมา Post ข้อความเตือนเพื่อนๆ ที่นี่ เวลาที่จะไปเที่ยวที่มาบุญครองจงระวังไว้
เมื่อวานได้ไปที่มาบุญครอง
เวลากลับนั้นก็ค่อนข้างดึกเกือบ สามทุ่มครึ่งได้ แล้วระหว่างรอลิฟท์อยู่นั้นก็ได้ใช้โทรศัพท์โทรกลับบ้าน
พอลิฟท์มาก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วก็ลงลิฟท์มาพร้อมเพื่อนๆ
ระหว่างลงลิฟท์มานั้นลิฟท์ค่อนข้างแน่นมาก และลงมาพร้อมเพื่อนๆ อีก
7 คน
โดยไม่คิดว่าอันตรายกำลังมาเยือน
โดยเราเป็นคนชักชวนมาเอง ในลิฟท์ขณะลงจากชั้น 7 มาบุญครอง ลงมาที่ชั้น
2 มาบุญครอง
ก็มีคนในลิฟท์เกือบ
10 คนได้ มีเพื่อนเรา 7 คน และก็มีผู้ชาย อีก 3 คนที่ลงลิฟท์มาด้วยกัน
(ไม่รู้จักลงลิฟท์มาด้วยกัน)
โดยลิฟท์จะจอดที่ชั้น
5 และชั้น 2 ในระหว่างที่ลิฟท์ลงมา จะมีผู้ชาย ออกจากลิฟท์ทีละคน ไม่มีคนเข้าลิฟท์อีกเลยเพราะลิฟท์แน่นมาก
ในระหว่างที่อยู่บนลิฟท์นั้นลิฟท์จะแน่นมาก
และจะรู้สึกว่าโดนเบียดมากจนผิดสังเกต ก็อยากให้เพื่อนๆระวังตัวไว้
หลังจากที่ออกมาจากลิฟท์และเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างกันไม่ถึง
500 เมตร ก็มารู้ตัวว่ากระเป๋าถูกเปิด ของที่อยู่ในกระเป๋าถูกล้วงทั้งหมด
เพื่อนๆ
ที่ลงลิฟท์มาด้วยกันรวมทั้งเราด้วย บางคนก็โชคดีที่โดนล้วงไปไม่กี่อย่าง
บางคนหายแค่มือถือ แต่เราก็โชคไม่เข้าข้าง
ทั้งโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ถูกล้วงไปทั้งหมด
เลยอยากมาเตือนเพื่อนๆ เป็นไว้อุทาหรณ์
หลังจากที่รู้ว่ามือถือและกระเป๋าสตางค์ถูกขโมยไป
ก็ไปที่ประชาสัมพันธ์ แจ้งเรื่องว่าเพือ่นๆ รวมทั้งเราด้วย ทั้งหมดลงมาจากลิฟท์ชั้น
7 ลงมาชั้น 2
ทุกคนถูกล้วงกระเป๋า
สิ่งของมีค่าหลายอย่างหายไป แต่ทางประชาสัมพันธ์ ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
บอกว่าน้องไม่ใช่กลุ่มแรกที่โดน
ในตลอด
2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีนักเรียน นักศึกษาหลายกลุ่ม โดนในเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน
มีโทรศัพท์มือถือและสิ่งของหายมากมาย
ลักษณะของโจรกลุ่มนี้
จะดำเนินการกันเป็นทีม โดนดักอยู่หน้าลิฟท์ รอให้มีคนลงมาเป็นกลุ่มๆ
ถ้าคนในลิฟท์ไม่แน่นก็จะพยายามเข้ามาจนทำให้ลิฟท์แน่น
และโดนที่คนนึงที่ยืนอยู่มุมนึงของลิฟท์จะยืนไม่ค่อยนิ่งเบียดไปมา
ทำให้คนในลิฟท์ต้องเบียดไปด้านนึง ที่อีกด้านของลิฟท์ก็จะมีก็จะเพื่อนอีกคนรออยู่
ทำให้เราไม่ระวังตัว
และไม่รู้สึกว่ากระเป๋าโดนล้วง เพราะลิฟท์จะแน่นอยู่แค่ฝั่งนึง พอมีใครสักคนในกลุ่มโจรได้ของไปแล้ว
ก็จะลงลิฟท์ในชั้นต่างๆ ตามทางลง
และจะเริ่มทำอย่างเดียวกันนี้อีก
จนกระทั่งเหยื่อทั้งหมดลงจากลิฟท์ไป ขอเตือนเพื่อนๆ ที่จะไปมาบุญครองว่า
ถ้าเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้ควรที่ระมัดระวังกระเป๋าให้เป็นพิเศษ
เพราะช่วงเวลาสั้นมาจากการลงลิฟท์
แต่น่าแปลกใจที่ทุกคนในลิพท์
โนล้วงกระเป๋าเกือบทุกคน และลิฟท์จอดน้อยชั้นมาก และคนแน่นผิดสังเกต
|
|
|
||
|
|
||
|
|
||
|
|
||
|
|
||
|
|
|
เมื่อเป็นไข้เรื้อรัง
...อันตรายที่รอคุณอยู่!!
นพ.วิเชียร
มงคลศรีตระกูล หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะละเลยสุขภาพของตัวเอง อ่านกรณีตัวอย่างเรื่องนี้นะครับ
ปรางเพชร..
เป็นหญิงสาว ยังโสด อายุประมาณ 20 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง
ปกติเป็นคนคล่องแคล่ว ฉับไว ไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ
ประมาณต้นปีที่ผ่านมาเริ่มมี
อาการไข้ต่ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นไข้หวัด หรือเจ็บคอ ทานอาหารได้น้อย บางครั้งมีอาการปวด
ตามข้อ
ปรางเพชรรู้สึกอ่อนเพลีย
และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ไปตรวจรักษาที่ไหน ได้แต่รับประทานยาแก้ปวดที่มีขายตามท้องตลาด
อาการก็เป็น
ๆ หาย ๆ มาโดยตลอด ปรางเพชรปล่อยให้อาการไข้เรื้อรังเป็นอยู่นานประมาณ
3-4 เดือน อาหารก็ทานไม่ค่อยได้ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงถึง 5 กิโลกรัม
ตามแข้งขา
และหน้าตาบวมขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน จึงได้ ไปตรวจที่โรงพยาบาล หลังจากไปตรวจอยู่
3-4 ครั้ง
แพทย์บอกปรางเพชรว่า
ปรางเพชร เป็นโรคภูมิต้านทานผิดปกติที่เรียกว่า เอส แอล อี(S.L.E.) แต่ด้วยความที่ไม่ได้วินิจฉัย
และเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ
ปรางเพชรมีปัญหาไตวายเกิดขึ้น
ทั้งที่อาจป้องกันได้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ
ของโรค
กนกนก... เป็นชายวัยกลางคน สมรสแล้ว อายุประมาณ 45 ปี เป็นผู้จัดการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ปกติกนกนกเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง
เล่นกีฬาสม่ำเสมอ
อาทิตย์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และแล้ววันหนึ่งกนกนกก็มีไข้
โดยที่ไม่มีอาการไข้หวัด หรือไอ หรือ โรคติดเชื้อที่ใด
เขาขอยาแก้ไข้แก้ปวดจากห้องพยาบาลรับประทาน
หลังจากเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการไข้ก็ยังมีหากไม่ได้ทานยาป้องกันไว้
พยาบาลประจำห้องพยาบาลแนะนำให้
เขาไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจากงานยุ่ง และอาการก็ยังไม่มีอะไร
มากมาย
เขาจึงไม่มีโอกาสไปตรวจซักที
เขาเริ่มทานอาหารไม่ได้ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เวลาเดินไกล หรือขึ้นบันได
มีคนทักว่าเขาผอมลงมาก แต่ตัวเองไม่ทันสังเกต
พอไปชั่งน้ำ
หนักดูพบว่าหายไป 4 กิโลกรัม เขาจึงตัดสินใจหาเวลาไปตรวจที่โรงพยาบาลหลังจากเป็นมา
3 เดือน พอแพทย์ตรวจเสร็จก็แนะนำให้นอนโรงพยาบาล
เนื่องจากตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง
หลังจากนั้นไม่นานแพทย์ก็บอกว่า เขาเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง
ก้อนใหญ่มาก
กดบริเวณท่อไตทั้งสองข้าง
ทำให้เกิดปัญหาไตวาย และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็ เป็นระยะที่ 4 ซึ่งกระจายเข้าไขกระดูก
และตับแล้ว
ทำให้การรักษาพยาบาลมีความเสี่ยงสูง
และโอกาสที่จะตอบสนองต่อการรักษาก็น้อย แพทย์บอกกับญาติของกนกนกว่า
หากกนกนกมาพบแพทย์เร็วกว่านี้
ก้อนในท้องก็จะไม่โตมาก และคงจะไม่ไปกดที่ท่อไต และจะไม่ เกิดไตวาย
และโรคคงไม่กระจัดกระจายกว้างขวางเช่นนี้
การรักษาให้หายขาดคงมีโอกาสมากกว่านี้
วีรพร
..เป็นยายของเด็กตัวน้อยๆ 2 คน อายุประมาณ 68 ปี วีรพรอยู่บ้านช่วยลูกเลี้ยงหลาน
ซึ่งอยู่ในวัยเริ่มคลาน อีกคนวิ่งเล่นได้แล้ว
วีรพรเป็นคนสูงวัยที่แข็งแรง
ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ไม่เคยไปพบแพทย์เนื่องจากไม่ค่อยเจ็บป่วย อย่างมากก็เป็นไข้หวัดเล็ก
ๆ น้อย ๆ
ทานยาที่ขายตามร้านขายยาก็หายแล้ว
วีรพรเริ่มพบว่าตัวเองผอมลง หลังจากทานอาหารไม่ค่อย ได้มา 2-3 เดือน
โดยที่มักจะมีไข้ตอนบ่ายๆ
แต่ทานยาลดไข้ก็จะดีขึ้นจึงไม่ได้ไปตรวจที่ไหน ช่วงหลังเริ่มมีอาการไอแห้ง
ๆ เหนื่อยง่าย วิ่งตามหลาน ๆไม่ค่อยไหว
อาการไข้ยังคงมีอยู่ตลอด
แต่อาการอ่อนเพลียเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล
ผลการตรวจพบว่าวีรพรเป็นวัณโรคปอด
ที่แพร่กระจายไปในปอดทั้งสองข้าง แพทย์ บอกว่าวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากนัก
ใจเย็น ๆไว้
แต่ก็แนะนำให้เอาบุคคลในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันมาตรวจด้วย
เนื่องจากวัณโรคติดต่อทางอากาศ โดยการสูด หายใจเอาเชื้อเข้าไป
หลังจากนำคนในบ้านมาตรวจ
ก็ได้ทราบว่า หลานทั้งสองคนของวีรพรก็ติดเชื้อวัณโรคปอดจากวีรพรด้วย แพทย์ให้ข้อคิดกับวีรพรว่า
หากมาพบแพทย์และรักษาตั้ง
แต่เนิ่น ๆ หลานทั้งสองก็อาจหลานทั้งสองก็อาจจะไม่ติดโรคดังกล่าวก็ได
้โดยทั่วไปแล้วไข้เกิดขึ้นเกิดจากการที่ต่อมไฮโปธัลลามัสในสมอง
ซึ่งเป็นตัวกำหนดอุณหภูมิของร่างกายมีการเปลี่ยนจุดกำหนดอุณหภูมิใหม่
ทำให้เรามีไข้
ขณะที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบจากภาวะใด ๆ ทำให้มีการหลั่งสารประกอบทางเคมีบางอย่างออกมา
ซึ่งจะไป
กระตุ้นไฮโปธัลลามัสส่วนหน้าให้หลั่งสาร ไปกระตุ้นไฮโปธัลลามัสส่วนหลังทำให้มีการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
โดยให้มีการสร้างและเก็บความร้อนที่เกิดขึ้น
มีการสั่งให้เกิดเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ผิวหนังตีบตัวเพื่อไม่ให้ความร้อนสูญเสียไปนอกร่างกาย
ขบวนการต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เรามีไข้ หากเราพบว่าตัวเองมีไข้โดยมีสาเหตุที่ชัดเจน
เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ นั่นอาจไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก
แต่หากมีแต่ไข้
โดยที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ทานยาลดไข้ก็ดีขึ้น แต่พอหยุดยาก็จะมี อาการเกิดขึ้นใหม่
หรือเป็นเรื้อรังมากกว่า 1 อาทิตย์
ควรพบแพทย์ตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคร้ายซ่อนอยู่
สาเหตุของไข้เรื้อรังที่พบบ่อย ๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มใหญ่คือ
1.
ไข้จากโรคติดเชื้อเรื้อรัง ในบ้านเราที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งคือ เชื้อวัณโรค
ซึ่งพบว่ามีไข้เรื้อรังได้
โดยที่อาจจะมี
อาการหรือไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจก็ได้ เช่น ไอ, เจ็บหน้าอก หรือถ้าอยู่ทางภาคอีสานก็จะพบไข้จากโรคเมลเลออยโดซิส
หรือหากเป็นเบาหวานหรือทานยาบางอย่างที่
กดภูมิต้านทานอาจมีไข้เรื้อรังจากการติดเชื้อรา
2.
ไข้จากโรคมะเร็ง ภาวะมะเร็งทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง นอกจากอาการเฉพาะที่ตรงตำแหน่งที่เกิดมะเร็ง
อาการอ่อนเพลีย
เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แล้ว อาการไข้เรื้อรังก็เป็น อีกอาการหนึ่งซึ่งพบได้
ทั้งที่เป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยา หรือมะเร็งของอวัยวะอื่น ๆ
3.
ไข้จากโรคภูมิต้านทานผิดปกติ โรคดังกล่าวมีลักษณะอาการที่กว้างขวาง เป็นได้เกือบทุกระบบในร่างกาย
อาจมีผื่นเรื้อรัง
มีผมร่วง
มีปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มีดีซ่านจากตับอักเสบ มีบวมจากไตวาย มีเหนื่อยหอบจากปัญหาของปอด
และหัวใจ
มีความจำผิดปกติหรือชักจากการที่มีปัญหาภายในสมอง
ดังนั้นอย่าใจเย็นเอาแต่ทานยาลดไข้เวลามีไข้
โดยที่ไม่หาสาเหตุที่เป็นอย่างแน่ชัด
อาจเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายมีปัญหามากกว่าที่ควร และโรคก็ลุกลามมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้ที่เป็นเรื้อรัง
อย่าลืมว่าการทานยาลดไข้เป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น หากโรคที่เป็นไม่ใช่โรคที่สามารถหายเองได้
และสาเหตุของโรคไม่ได้ถูกขจัดปัดเป่าไปแล้ว
ผลเสียอาจเกิดขึ้นได้หากให้การรักษาพยาบาลช้าเกินไป
|
|
นั่ง
PC นานอาจตายได้
แพทย์เชื่อว่า
อาการเลือดจับตัวเป็นก้อนลิ่มในเส้นเลือดของผู้ป่วยใกล้ตายรายหนึ่ง สาเหตุมาจากการที่ใช้เวลานั่งทำงานอย่างต่อเนื่องกับพีซีนานเกินไป
โดยที่ไม่ได้มีการขยับร่างกาย
หรือลุกออกไปไหนเลย มันเป็นเรื่องจริงที่ว่า พีซีสามารถทำให้คุณตายได้
ซึ่งเราไม่ได้กำลังพูดถึงนักเล่นเกมที่ตายหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากอดอาหาร และน้ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน
แต่หมายถึง
ใครก็ตามที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับโต๊ะคอมพิวเตอร์
นักวิจัยที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่า
การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง อาจทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อนลิ่ม
และเป็นอันตรายถึงตายได้
ลักษณะจะคล้ายๆ
กับการเกิดอาการที่เรียกว่า DVT (Deep-Vein Thrombosis) ซึ่งเกิดจากการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกลๆ
โดยเฉพาะชั้นที่นั่งราคาประหยัด
บางทีจึงเรียกอาการนี้ว่า "economy-class syndrome"
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยที่ได้ข้อมูลว่า
ชายวัย 32 ปีผู้หนึ่งที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ประมาณ
18 ชั่วโมงต่อวัน
ซึ่งมีอาการโคม่า
เนื่องจากเกิดอาการเลือดจับตัวเป็นก้อน โดยก้อนเลือดที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในบริเวณขาของเขา
ก่อนที่จะแตกกระจาย
และเดินทางไปยังปอดทั้งสองของเขาอีกทีหนึ่ง
อาการที่เรียกว่า DVT นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเลือดข้นอยู่ในเส้นเลือดดำ
ซึ่งมันจะค่อยๆ
เปลี่ยนตัวเองไปเป็นก้อนลิ่ม โดยอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดคือ ขาจะเริ่มบวม
ส่วนอาการที่อันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดแตกออก
และเดินทางไปยังหัวใจ
หรืออวัยวะภายในที่สำคัญๆ ซึ่งผลลัพธ์ของอาการที่เกิดขึ้นจะไม่อาจคาดเดาได้
สำหรับข้อแนะนำ
นอกจากการที่ไม่ควรนั่งทำงาน
หรือเล่นเกมกับพีซีนานเกินไปแล้ว ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่านั่งนานเกินไปให้พยายาม
กระดิกนิ้วเท้า และข้อเท้า
ดื่มน้ำ
และไม่ควรดื่มอัลกอฮอล์ นอกจากนี้ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่นั่งนานควรจะลุกขึ้น
และยืดขาอย่างน้อยๆ ชั่วโมงละ 1 ครั้ง
การใช้ยาแอสไพริน
ซึ่งช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินไปก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ในท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงบ้าง
ผู้เชี่ยวชาญบางท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า
ผู้ใช้โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์จะเสี่ยงต่ออาการผิดปกติที่ว่านี้เป็น 2 เท่า
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานกับโน้ตบุ๊กในชั้นที่นั่งราคาประหยัดบนเครื่องบิน
|
|
ถ้าคุณเป็นคนไทย....โปรดอ่าน
(อ่านแล้วเศร้าจัง)
ประเทศต่างๆในโลกนี้มีเกิด
มีดับ ตลอดเวลา ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณ
นิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน
จบการศึกษาจาก
ม.มอสโคร ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อน
คุณ
นิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น
นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆหัวเราะ จนฟันกระเด็น
แต่ต่อมีพอปี
2542 เหตุการณ์ก็เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศอาเจะ
และอีกหลายประเทศที่จะเกิดตามมา
ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมา ที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า
ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก
4 - 6 ประเทศ แน่นอน! ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ
โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี
2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่างๆจากต่างประเทศ
จะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล
ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กิน สินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออก
เนื่องจากมี
ต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตร
ของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว
ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน
คนปลูกข้าวไทย
ก็ต้องไปซื้อหอม
กระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียม จะ ไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน
เป็นวงจรอย่างนี้
ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของ เกษตรไทยด้วยกันมากิน
เนื่องจากสินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาของต่างประเทศ
พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุ์กรรมท้องถิ่น จะถูกทำลายจาก GMOs
และเมื่อ
เกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย
รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้
เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ด้วยน้ำมือเซล์แมนของ
ปชป.หรือรัฐบาลขายชาติในปัจจุบัน ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้น
เนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ ถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า
เขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
"คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้"
ดังนั้น
รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบๆๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้ การขายที่ดินราคา
ถูกๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา
คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏ แล้วว่า ที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นๆ ได้ตกอยู่ในกำมือขอต่างชาติแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีก
ก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus, Carefour,ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ
KFC, Pizzahat, McDonal's, MK.,
สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส
ฯลฯ ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด...
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ รัฐจะอยู่ได้ ฤา ?
4
จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ในปี 2553
คนไทยภาคใต้
จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย
การคัดค้านจะน้อยลง
การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้นจน
รัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมา
ต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอน
กองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน จากนั้น
ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา
จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ
ทั้งสมุนไพร
อาหารต่างๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึงการซื้อประเทศไทย
คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ
Alaska จาก Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่ เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร
?
|
|
บทเรียนราคาแพง
(คนไทยที่ใช้อีเมล์ทุกคนควรอ่าน)...
เรื่องที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและดิฉันอยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทย โดยเฉพาะคนที่มีอีเมล์ใช้ได้อ่านและตระหนักไว้ว่า
โลกเรายังมีคนอีกมากมายหลายจำพวกการจะไว้ใจใครเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างระมัดระวังมากที่สุดไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องได้รับบทเรียนราคาแพงเหมือนดิฉันก็เป็นได้
ดิฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
อายุ 20 ต้นๆ เพิ่งทำงานไม่นาน บ้านมีฐานะปานกลาง ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงกับขัดสน
แล้ววันนึงเมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่าน
มาดิฉันได้รับอีเมล์จากชายคนนึงลงชื่อว่า
Mr. Eric Khumalo จากประเทศแอฟริกาใต้ เขียนจดหมายแนะนำตัวมาค่อนข้างยาว
อ่านแล้วสรุปความได้ว่าเป็นลูกนักการเมืองของประเทศซิมบับเว
มีพ่อซึ่งเป็นชาวนารายใหญ่ที่สุดในประเทศ ถูกเกมการเมืองเล่นงานเพราะขัดแย้งผลประโยชน์
จนถูกฆ่าเสียชีวิต
ตัวเขาอพยพมากับครอบครัวมาที่แอฟริกาใต้ ส่วนทรัพย์สินของพ่อเขาที่มีประมาณ
10.5 ล้านเหรียญสหรัฐอยู่ในซิมบับเว และอาจจะถูกรัฐบาลยึดเอาไป
หากไม่รีบจัดการกับเงินก้อนนี้ก่อน
เขาบอกว่าไม่ต้องแปลกใจว่าเขาส่งอีเมล์มาหาดิฉันได้อย่างไร คือเขาหาเจอจากอินเตอร์เนตว่าดิฉันเป็นคนไทย
และเขาต้องการที่จะย้ายเงินจำนวนมหาศาลนี้มาไว้ที่เมืองไทย
และต้องการให้ดิฉันเป็นคนช่วยเหลือจัดการเปิดบัญชีในนามของดิฉันเอง
หากการโอนเงินเป็นผลสำเร็จเขายินดีมอบเงินจำนวน
20% ของเงินทั้งหมดให้ (ประมาณ 2 ล้านเหรียญ คิดเป็นไงก็เกือบ 90 ล้านบาท)
ส่วนเขาจะได้รับ 75%
และที่เหลืออีก
5% จะเอาไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ และภาษีใ.นการโอนเงินครั้งนี้ โดยสิ่งที่ดิฉันต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต
เพื่อเปิดบัญชีแบบ
non-resident account จากประเทศนั้นเสียก่อนแล้วจึงโอนเงินมาประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง
จากนั้นเมื่อเงินทั้งหมดมาอยู่ที่นี่
เขาจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อหาช่องทางการทำธุรกิจและช่องทางการลงทุนที่น
โดยมีดิฉันเป็นผู้ให้คำแนะนำว่าจะลงทุนอะไรดี ดิฉันได้อีเมล์คุยกับเขาหลายหน
ตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
และเขาได้โทรมาพูดคุยกับดิฉันบ่อยครั้ง (จากเบอร์โทรศัพท์ที่ดิฉันให้ไปตามที่เขาขอไว้)
เราได้พูดคุนในรายละเอียดต่างๆ
ซึ่งเขาก็บอกรายละเอียดทุกอย่าง
ส่งแฟกซ์เอกสารสัญญามาให้ดิฉันที่ทำงานและส่งแบบฟอร์มาขอเลขที่บัญชีของดิฉันไปเพื่อดำเนินการโอนเงิน
โดยให้ดิฉันส่งแฟกซ์กลับไป
(หัวจดหมายเป็นตราของ South African Reserve Bank) ทีแรกดิฉันบอกว่าตกลงไปพบที่แอฟฟริกาใต้ก็ได้แต่ทางเขาต้องซื้อตั๋วเครื่องบิน
และจัดการค่าที่พักให้
เขาส่งอีเมล์กลับมาบอกว่าเงินของพ่อเขาทั้งหมดยังไม่สามารกเบิกออกมาได้
และตัวเขาก็ไม่ได้มีสภาพคล่องทางการเงินพอที่จะจัดการตรงนี้
จึงอยากให้ดิฉันสำรองออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวของดิฉันเองออกไปก่อน
แล้วให้บันทึกไว้อย่างละเอียดเมื่อการโอนเงินเสร็จเรียบร้อยเขาจะคืนให้ทุกบาททุกสตางค์
แต่ดิฉันก็ยังยืนกรานว่าคงเดินทางไปแอฟริกาใต้คนเดียวไม่ได้
เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งค่าเดินทางและค่าที่พักที่แพงเอาการ ดิฉันเองก็เพิ่งจะทำงานได้ไม่นาน
และไม่มีเงินเก็บมากขนาดนั้น
นอกจากนี้การเดินทางไปคนเดียวก็อันตรายและอาจมีเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
(ดิฉันเขียนไปว่า
หากไปถึงแล้วโดนฆ่าจะทำอย่างไร) เขาเขียนจดหมายกลับมาต่อว่าโดยใช้หัวจดหมายว่า
Trust is needed และต่อว่าดิฉันว่าเขาเป็น family man
มีลูก
มีครอบครัวที่อบอุ่น และไม่ทราบจะฆ่าหรือทำร้ายดิฉันไปทำไม พูดอย่างนี้เป็นการดูถูกเขา
และเขาถามกลับมาว่า ยังจะช่วยเหลือเขาหรือไม่
หากไม่เขาก็จะหาคนอื่นที่เต็มใจช่วยเขา
ดิฉันตอบกลับไปว่ายังยินดีที่จะช่วยเหลือแต่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหม
เขาบอกว่าก็มี คือเขาจะแต่งตั้งทนายที่นั่นให้ดำเนินการแทนดิฉัน
โดยดิฉันไม่ต้องเดินทางไปเอง
ดิฉันตกลงทันที เขาบอกว่าแต่การจ้างทนายมีค่าใช้จ่ายและต้องการให้ดิฉันโอนเงิน
(หรือที่เขาบอกว่า Moneygram) จำนวน 1,600 เหรียญ
มาเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมที่ให้ทนายความดำเนินการแทนดิฉัน
โดยให้โอนเงินไปให้ทนายความชื่อ "MR. CLEMENT UYAEMESI" ดิฉันมานั่งตรึกตรองดู
ระหว่างการหาเงิน
1,600 เหรียญกับการเดินทางไปแอฟริกาใต้ด้วยตนเอง อย่างหลังค่าใช้จ่ายจะถูกว่า
ซึ่งมาถึงตรงนี้ดิฉันไม่คิดว่าเขาจะเป็นพวกมิจฉาชีพหรือพวกหลอกลวง
ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลาโทรข้ามประเทศมาหาดิฉันบ่อยๆ
รวมทั้งส่งแฟกซ์มาด้วย สิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากดิฉันก็คือการให้ดิฉันเดินทางไปที่นั่น
เท่านั้น
และดิฉันยืนกรานไปตั้งแต่จดหมายฉบับแรกๆ
แล้วว่าดิฉันไม่ได้มีเงินทองอะมากมายนัก หากคิดจะฆ่าชิงทรัพย์ก็คงป่วยการเปล่าๆ
แล้วเขาจะให้ดิฉันไปทำไม
ถ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
แต่ดิฉันไม่ไปเขาจึงต้องหาทนายแล้วก็ให้ดิฉันจ่ายค่าจ้างในส่วนของฉัน เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วดิฉันติดสินใจว่าจะไปแอฟริกาใต้
(ซึ่งพออีเมล์ไปบอกว่าจะไปเขาก็ยินดีมาก และบอกว่าดี เขาจะได้ไม่จ้างทนายแล้ว)
จากนั้นดิฉันเดินเรื่องซื้อตั๋วเครื่องบิน (ด้วยเงินเก็บจากการทำงานของดิฉันตลอด
2 ปีที่ผ่านมา)
ราคาประมาณ
24,000 บาท ระยะเวลาที่จะไปแอฟริกาใต้คือ 6 วัน เขาบอกว่าจะจัดการเรื่องจองโรงแรมที่พักให้
(เขาจองโรงแรม Town Lodge Hotel ไว้ให้)
เขาบอกโปรแกรมที่ดิฉันต้องทำในแต่ละวันมาด้วยว่า
หลังจากพักคืนแรก วันรุ่งขึ้นเขาจะพาไปธนาคารเพื่อเปิดบัญชี จากนั้นอาจจะต้องรอประมาณสองวัน
ถึงจะเบิกเงินออกมาเพื่อโอนกลับประเทศไทยในชื่อของดิฉันได้
ระหว่างเวลาที่รอนี้ก็อาจจะไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในเมืองโจฮันเนสบิร์ก
และในวันที่สี่เขาจะไปธนาคารกับทนายของเขา
ซึ่งวันนี้ดิฉันจะไปหรือจะอยู่ที่โรงแรมก็ได้ ดิฉันเตรียมเงิน pocket money
ไว้ใช้จ่ายที่นั่นประมาณ 40,000 กว่าบาท
ไว้เป็นค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักและอาหาร
ค่ารถต่างๆ เพราะเขาบอกว่าให้ดิฉันออกเองไปก่อนอย่างที่บอก ทีนี้ก่อนออกเดินทางหลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย
(รวมทั้งลางาน และบอกที่บ้านว่า ออฟฟิศจะพาไปดูงานต่างประเทศ) เขาอีเมล์มาบอกว่าให้เตรียมเงิน
2,200 เหรียญมาด้วย เป็นค่าธรรมเนียม
ในการเปิดบัญชีและค่าจัดการเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น
ดิฉันเมล์กลับไปบอกว่า ดิฉันมีเพียงพันเหรียญเท่านั้นที่ได้เตรียมไว้ไปที่นั่น
เขาบอกเวลากระชั้นชิดขนาดนี้
ดิฉันไม่สามารถทำอะไรได้
และตั๋วเครื่องบินก็คอนเฟิร์มไปแล้ว จะให้ทำอย่างไร และอีกอย่างเขาก็ระบุในสัญญาแล้วว่า
5% ของเงินทั้งหมดจะเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ใช่หรือ
ทำไมไม่ใช้เงินตรงนี้
เขาเมล์กลับมาขอโทษและบอกว่าทีแรกเขามีเงินเตรียมไว้แล้ว แต่พอดีว่ามีค่าใช้จ่ายต่างๆ
ของครอบครัวที่เขาต้องรับผิดชอบ ก็เลยไม่มีเงินสดมากพอ
ส่วนเงิน
5% นั้นจะถอนออกมาได้ก็ต่อเมื่อดิฉันไปดำเนินเรื่องที่นั่น แล้วเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร
ถ้ามีไม่ถึงก็เป็นไร ให้เตรียมมาเท่าที่จะทำได้แล้วกัน ที่เหลือเขาจัดการเอง
ดิฉันก็ตกลง
แต่ก็เริ่มเอะใจแล้วว่ามันอะไรกันเนี่ย ทำไมต้องมีอะไรวุ่นวายมากนัก ดิฉันกะว่าแค่ไปเดินเรื่องโอนเงินให้มันจบๆ
ไปแค่นั้นไม่ได้หรือ ทำไมต้องมีค่าใช้จ่ายด้วย
แต่ว่าเขาบอกเองว่าไม่เป็นไร
ก็เอามาเท่าที่มี ที่เหลือเขาจะจัดการเอง อ้อ ก่อนวันเดินทางประมาณสองวัน
เขาโทรมาบอกดิฉันว่าให้ซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย
(เป็นตนว่าน้ำหอม
หรือนาฬิกา) ไว้ไปฝากพวกนายแบงก์ที่นั่นที่ช่วยเหลือเขาในเรื่องการโอนเงิน
ฉันคิดว่านี่มันไม่ใช่เงินน้อยๆ นะ
หากซื้อไปแล้วไม่มีเงินพอไว้ใช้ที่นั่นจะทำอย่างไร
แต่ก็คิดว่าจะซื้อเป็นอย่างอื่นแทน จำพวกพวกกุญแจหรือปากกาที่เป็นของฝากจากประเทศไทย
คืนก่อนออกเดินทาง
เวลาตีสองกว่า ดิฉันยังนอนไม่หลับ เหลือเวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
(เวลาเครื่องออกคือ 13.20 น) ดิฉันว้าวุ่นใจมาก เป็นกังวล ร้องไห้ด้วย
ดิฉันไม่ได้ปรึกษาใครในเรื่องนี้เลย
คิดคนเดียวมาโดยตลอด ครั้นพอจะไป ในใจก็คิดว่านี่เราเอาจริงเหรอเนี่ย ไปหาใครก็ไม่รู้ที่เราไม่เคยรู้จัก
เคยแต่ได้ยินเสียง
แล้วถ้าเราไปแล้วไม่ได้กลับมาจะทำอย่างไร
กังวลไปสารพัด คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นเราก็จะขออยู่แต่ในโรงแรมแล้วกัน แล้วอยู่ให้ได้จนกว่าจะถึงวันเดินทางกลับ
เพราะยังไงเราก็มีตั๋วเครื่องบินแล้ว
ก็คิดไปเรื่อยว่าไปดีไม่ไปดี แต่ถ้าไม่ไปก็เสียดายค่าตั๋วเครื่องบินอีก
แต่ได้ข้อสรุปในใจแล้วก็คือ "ไป" เพราะอะไรน่ะเหรอ...
-ไม่ตายก็รวย - ดิฉันคิด แต่แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ดิฉันเข้าไปดูในเวบไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ
เพื่อจะดูเบอร์โทรของสถานทูตไทยในแอฟริกาใต้
แล้วจดเบอร์ไว้
รวมทั้งเบอร์สำคัญๆ อย่างศูนย์ผู้ประสบภัยต่างแดน แล้วคลิกเข้าไปดูในหัวข้อ
"การช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน" แล้วคลิกไปที่ "คำเตือน"
http://www.mfa.go.th/web/500.php ) แล้วก็อ่านลงมาเรื่อยๆ จนเจอข้อความที่ทำให้ดิฉันขนลุก
และช็อคมาก....ดังนี้ค่ะ
อีเมล์หลอกลวงให้ร่วมธุรกิจ
นางวารี (นามสมมติ) ได้รับอีเมล์จากชายแอฟริกัน 2 คน ให้มาร่วมกันทำธุรกิจ
โดยชวนเชื่อว่าพวกตนมีเงินอยู่ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ
ต้องการมาลงทุนที่ประเทศไทยโดยเสนอขอโอนเงินเข้าบัญชีของนางวารีในประเทศไทย
และสัญญาจะให้ค่านายหน้าจำนวน ร้อยละ 10 ขอเงินที่โอนทั้งหมด
อย่างไรก็ตามมีข้อแม้ว่านางวารี
จะต้องเดินทางไปแอฟริกาใต้พร้อมด้วยเงินจำนวน 15,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อเปิดบัญชีที่แอฟริกาใต้ก่อน
ต่อมานางวารีได้เดินทางไป
ได้พบกับชายชาวแอฟริกาจึงขอดูหลักฐานการเงินและบัตรประชาชน
แต่ทั้งสองไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้ นางวารีจึงเชื่อว่าตนได้ถูกหลอก
และยุติการพบปะกับบุคคลทั้งสอบทันที
ขอให้ระวังกรณีที่มีบุคคลต่างชาติติดต่อคนไทยทางอีเมล์ให้เข้าร่วมหุ้นกิจ
การโดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูง
จึงอยากจะขอเตือนว่าอย่าหลงเชื่อคำชักชวนของกลุ่มมิจฉาชีพที่จะให้ค่านายหน้าหรือผลประโยชน์ใด
ๆถ้าหลงกลเชื่อคำหลอกลวงหรือคาดหวังว่าจะได้ค่าตอบแทนสูง
ท่านอาจจะต้องสูญเสียเงินและหลายกรณีถูกทำร้ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แม้ว่ามันจะไม่ตรงกับกรณีของดิฉันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื้อหาสำคัญๆ
เหมือนกันทุกอย่าง
คือโอนเงินมาเพื่อลงทุนในไทยผ่านบัญชีดิฉัน
โดยดิฉันจะได้ส่วนแบ่งแต่ต้องเตรียมเงินค่าธรรมเนียมไปจัดการเปิดบัญชีด้วย
ดิฉันอ่านเจอแล้วเกิดความรู้สึกสองแบบคือ
เสียดายเงินค่าตั๋วเครื่องบินกว่าสองหมื่นบาท
เพราะมันเป็นน้ำพักน้ำแรงของดิฉันแท้ๆแต่ก็โล่งใจมากที่ดิฉันได้มาอ่านเจอคำเตือนนี้ก่อน
นี่หากว่าดิฉันออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นจริงๆ
ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของดิฉันบ้าง หากเวลาตีสองครึ่งดิฉันเข้านอนแล้วออกเดินทางไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ดิฉันไม่รู้
และไม่อยากจะรู้จริงๆ หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่าน คงได้รับรู้ถึงบทเรียนแห่งความโลภซึ่งมีราคาแพงของดิฉันบ้างนะคะ
ดิฉันยอมรับค่ะว่าที่ทำไปเพราะอยากรวย
อยากได้เงิน
แต่มาคิดๆ ดูนี่คือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ว่าดิฉันไม่ควรละโมภอยากได้เงินของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา
เมื่อเหตุการณ์มันกลายเป็นแบบนี้
ดิฉันก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีกเลยจริงๆ
ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่ตกเป็นเหยื่อของพวกมันบ้าง ผู้ชายคนนี้มันใช้ชื่อ
MR. ERIC KHUMALO ค่ะ
(ไม่รู้ชื่อจริงรึเปล่า)
ดิฉันมีที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของมันด้วยค่ะแต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีกับมันได้รึเปล่า
ไม่รู้ว่ามันหลอกลวงคนไปกี่คนแล้ว
ยังไงถ้าได้รับอีเมล์แปลกๆ
แบบนี้ก็ให้ระวังด้วยนะคะ อย่าไปหลงเชื่อพวกมันเหมือนดิฉัน แล้วถ้าใครรู้กฏหมายหรือรู้แนวทางในการกำจัดพวกมันไม่ให้มาหลอกลวงคนไทย
หรือคนชาติอื่นๆ
ทางอินเตอร์เนตอีก ก็ช่วยบอกมาด้วยนะคะ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่นำคำเตือนนี้มาไว้ในเวบไซต์
เหมือนช่วยให้ดิฉันรอดตาย
และขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดลบันดาลใจให้ดิฉันเห็น
ข้อเท็จจริงได้ทันเวลา ขอบคุณที่โลกนี้ที่ไม่ใจร้ายกับดิฉันเกินไปนัก
ถึงตอนนี้ดิฉันไม่เสียดายเงินแล้วค่ะ
แค่รอดชีวิตมาได้ก็ขอบคุณ....ขอบคุณมากจริงๆ
|